<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <channel rdf:about="http://www.repository.rmutt.ac.th/xmlui/handle/123456789/2740">
    <title>DSpace Community:</title>
    <link>http://www.repository.rmutt.ac.th/xmlui/handle/123456789/2740</link>
    <description />
    <items>
      <rdf:Seq>
        <rdf:li rdf:resource="http://www.repository.rmutt.ac.th/xmlui/handle/123456789/4731" />
        <rdf:li rdf:resource="http://www.repository.rmutt.ac.th/xmlui/handle/123456789/4689" />
        <rdf:li rdf:resource="http://www.repository.rmutt.ac.th/xmlui/handle/123456789/4685" />
        <rdf:li rdf:resource="http://www.repository.rmutt.ac.th/xmlui/handle/123456789/4662" />
      </rdf:Seq>
    </items>
    <dc:date>2026-05-20T04:10:18Z</dc:date>
  </channel>
  <item rdf:about="http://www.repository.rmutt.ac.th/xmlui/handle/123456789/4731">
    <title>การพัฒนาการจัดทํารายงานประจําปีของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีเพื่อลดความสูญเปล่าโดยการประยุกต์ใช้แนวคิดลีน</title>
    <link>http://www.repository.rmutt.ac.th/xmlui/handle/123456789/4731</link>
    <description>Title: การพัฒนาการจัดทํารายงานประจําปีของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีเพื่อลดความสูญเปล่าโดยการประยุกต์ใช้แนวคิดลีน
Authors: สุภภักดิ์ รักษ์แก้ว; วราภา จังจริง
Abstract: การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความคิดเห็นสภาพปัจจุบัน สภาพที่คาดหวังและความต้องการจําเป็นต่อการจัดทํารายงานประจําปีของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี 2) เพื่อศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหา และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการจัดทํารายงานประจําปีของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการจัดทํารายงานประจําปีของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีประชากรประกอบด้วยบุคลากรของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี 142 คน แบ่งเป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถาม 132 คน และผู้ให้ข้อมูลสําคัญ ได้แก่ บุคลากรมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี10 คน เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่น 0.90 และแบบสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้างสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีลําดับความสําคัญของความต้องการจําเป็น (PNImodified) และการวิเคราะห์เนื้อหา&#xD;
 		ผลการวิจัยพบว่า 1) ความคิดเห็นสภาพปัจจุบันต่อการจัดทํารายงานประจําปีของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ความคิดเห็นสภาพที่คาดหวังต่อการจัดทํารายงานประจําปีของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีในภาพรวมอยู่ในระดับมาก และ ความต้องการจําเป็นต่อการจัดทํารายงานประจําปีของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีพบว่าด้านที่มีค่าดัชนีลําดับความสําคัญจําเป็น (PNImodified)สูงที่สุด คือ ด้านขั้นตอนการทํางาน 2) แนวทางการแก้ไขปัญหา และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการจัดทํารายงานประจําปีของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านขั้นตอนการทํางาน พบว่า ควรสร้างฐานข้อมูลกลางเพื่อลดความซ้ำซ้อนและจัดทําคู่มือการปฏิบัติงาน ด้านระยะเวลาการทํางาน พบว่า ควรใช้ระบบ E-office ในการอนุมัติและกําหนดวันปิดรับข้อมูลที่เด็ดขาด ด้านความคุ้มค่าของการใช้ทรัพยากร พบว่า ควรลดการพิมพ์รูปเล่มลงร้อยละ 50 - 70 และเปลี่ยนสู่ Interactive E-bookและด้านงบประมาณ พบว่าควรเปลี่ยนรายจ่ายสิ้นเปลืองมาเป็นการลงทุนในระบบ Dashboard แบบ Real-time และ 3) แนวทางการพัฒนาการจัดทํารายงานประจําปีของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี พบว่าสามารถพัฒนาการทํางานได้ตามแนวคิดลีน (Lean Thinking) ซึ่งสามารถลดขั้นตอนที่ไม่จําเป็นลงได้ร้อยละ 50 ช่วยลดระยะเวลาจาก 219 วัน เหลือเพียง 149 วัน สามารถลดการใช้กระดาษได้ร้อยละ 100 ในขั้นตอนดําเนินการและคืนเวลาให้บุคลากรทํางานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ และด้านงบประมาณ พบว่าลดงบประมาณค่าจัดพิมพ์และวัสดุสิ้นเปลืองได้กว่าร้อยละ 50 - 70; The objectives of this research were 1) to study current conditions, expectations, and priority needs for the annual report preparation at Rajamangala University of Technology Thanyaburi 2) to study guidelines for problem-solving and recommendations regarding the annual report preparation and 3) to study guidelines for developing the annual report preparation. The population consisted of 142 RMUTT personnel, divided into 132 participants for quantitative research using questionnaires and 10 key informants for qualitative research. The research instruments included a 5-level rating scale questionnaire with a reliability of 0.90 and semi-structured in-depth interviews. Data were analyzed using frequency, percentage, mean, standard deviation, the Modified Priority Needs Index (PNImodified) and Content Analysis.&#xD;
The research findings revealed that 1) The overall current opinion toward RMUTT annual report preparation was at a high level, expectations were also at a high level overall and the highest priority need (PNImodified) was found in the work process aspect. 2) Guidelines and recommendations for the four aspects included for work processes, a central database should be established to reduce redundancy and operational manuals should be developed for work duration, the E-office system should be implemented for approvals with strict data cut-off dates for resource efficiency, printed copies should be reduced by 50 - 70% in favor of Interactive E-books and for budget, wasteful spending should be redirected toward investing in real-time Dashboard systems and 3) Regarding development guidelines, the work can be developed through Lean Thinking, which reduced unnecessary steps by 50%. The total duration decreased from 219 days to 149 days and paper usage was reduced by 100% during the operational phase, allowing personnel to dedicate more time to strategic analysis. Furthermore, printing and material costs were reduced by over 50 - 70%.</description>
    <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://www.repository.rmutt.ac.th/xmlui/handle/123456789/4689">
    <title>แนวทางการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรกองนโยบายและแผน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี</title>
    <link>http://www.repository.rmutt.ac.th/xmlui/handle/123456789/4689</link>
    <description>Title: แนวทางการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรกองนโยบายและแผน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
Authors: มันทนีย์ หงส์ดำเนิน; อาทิตย์ สุรางคนารักษ์
Abstract: การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการและปัญหา อุปสรรค ในการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรกองนโยบายและแผน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี 2) ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรกองนโยบายและแผน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ประชากรที่ใช้ในการตอบแบบสอบถาม จำนวน 21 คน ผู้ให้ข้อมูลในการสัมภาษณ์ จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ 2) แบบสัมภาษณ์ ใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการและปัญหา อุปสรรค ในการพัฒนาศักยภาพ ของบุคลากรกองนโยบายและแผนทั้ง 4 ด้าน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก พิจารณรายด้านพบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน เรียงตามลำดับมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านการพัฒนาตนเอง รองลงมาเป็น ด้านการฝึกอบรม รองลงมาเป็นด้านปัญหา อุปสรรคในการพัฒนาศักยภาพ และลำดับสุดท้าย เป็นด้านการศึกษาต่อและการศึกษาดูงาน โดยมีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับความต้องการในการพัฒนา ศักยภาพ ด้านการฝึกอบรมในหลักสูตรต่าง ๆ มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 78.58 และ 2) แนวทางในการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร กองนโยบายและแผน ภาพรวมพบว่า ศักยภาพที่จำเป็น ต่อการปฏิบัติงานในกองนโยบายและแผนมากที่สุด คือ ทักษะด้านการคิดวิเคราะห์ โดยการได้เข้ารับ การอบรมและพัฒนาศักยภาพ พบว่า ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ทำให้กระบวนการทำงาน เป็นระบบ ความต้องการพัฒนาศักยภาพเพิ่มเติมที่ต้องการมากที่สุด คือ ความต้องการด้านทักษะ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (Digital Skills) ในรูปแบบการพัฒนาศักยภาพของการการอบรม เชิงปฏิบัติการ (Workshop) ส่วนการพัฒนาศักยภาพที่ตรงกับความต้องการสามารถช่วยเพิ่ม ประสิทธิภาพ การทำงานและส่งผลให้บุคลากรมีความสุขในการทำงาน สำหรับแนวทางการพัฒนา ศักยภาพที่ต้องการมากที่สุด คือ การอบรมเชิงปฏิบัติการด้านการวิเคราะห์ข้อมูล&#xD;
ผลการวิจัยนี้สามารถนำมาวางแผนการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรกองนโยบายและแผน โดยต้องมีการบูรณาการงบประมาณในการพัฒนาศักยภาพ ให้มีความยืดหยุ่นและครอบคลุม กับความต้องการของบุคลากรมากขึ้น ด้วยหลักสูตรอบรมที่ตรงกับความต้องการในการปฏิบัติงานจริง ของบุคลากรกองนโยบายและแผนมาใช้เป็นหลัก; This research aimed to: 1) to examine the needs, problems, and obstacles related for capacity development of staff in the Policy and Planning Division, Rajamangala University of Technology Thanyaburi and 2) to propose guidelines for enhancing their professional competencies. The research population consisted of 21 staff members who responded to questionnaires, and 5 key informants who participated in interviews. Research instruments included: 1) a questionnaire, with data analyzed using frequency, percentage, mean, and standard deviation and 2) an interview, analyzed through content analysis.&#xD;
The research findings revealed that: 1) The overall needs, problems, and obstacles related for capacity development across four dimensions were at a high level. In descending order of importance, the results showed that self-development ranked the highest, followed by training, challenges and obstacles to capacity development, and. further education or study visits. Additional suggestions highlighted training in various courses as the most desired form of development (78.58%) and 2) The study revealed that the most essential competency for staff in the Policy and Planning Division is analytical thinking. Participation in training and capacity development programs was found to enhance work efficiency and promote systematic processes. The most critical additional competency required is digital skills, with workshops identified as the most suitable form of development. Capacity development aligned with actual needs not only improves work performance but also contributes to job satisfaction. The most highly desired development approach is workshop-based training in data analysis.&#xD;
These findings can inform capacity development planning for staff in the Policy and Planning Division, emphasizing the integration of flexible and comprehensive budget allocations. Training programs should focus on practical workshops tailored to the real work requirements of the personnel.</description>
    <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://www.repository.rmutt.ac.th/xmlui/handle/123456789/4685">
    <title>คู่มือการปฏิบัติงาน เรื่อง การจัดทำรายงานประจำปีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี</title>
    <link>http://www.repository.rmutt.ac.th/xmlui/handle/123456789/4685</link>
    <description>Title: คู่มือการปฏิบัติงาน เรื่อง การจัดทำรายงานประจำปีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
Authors: สุภภักดิ์  รักษ์แก้ว
Abstract: คู่มือการปฏิบัติงาน เรื่อง การจัดทำรายงานประจำปีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ฉบับนี้ จัดทำขึ้นเพื่อให้ทราบขั้นตอน และกระบวนการทำงานในแต่ละขั้นตอนของกระบวนการจัดทำ&#xD;
รายงานประจำปี ให้เป็นไปตามกฎ ระเบียบ ข้อบังคับที่มีความเกี่ยวข้อง เพื่อสร้างองค์ความรู้ &#xD;
ความเข้าใจ และลดข้อผิดพลาดในการปฏิบัติงานตามกระบวนการจัดทำรายงานประจำปี &#xD;
ให้เป็นแนวทาง และมีมาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานสามารถทำงานแทนกันได้ อีกทั้งยังเป็นเอกสารสำหรับการศึกษา ค้นคว้า อ้างอิง และเป็นแนวทางกำหนดรูปแบบการจัดทำรายงานประจำปี สำหรับผู้ที่ปฏิบัติงานด้านการจัดทำรายงานประจำปี และผู้ที่มีความสนใจทั่วไป</description>
    <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://www.repository.rmutt.ac.th/xmlui/handle/123456789/4662">
    <title>แนวทางพัฒนาคุณภาพการบริการของงานฝ่ายบริหารงานทั่วไปกองนโยบายและแผน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี</title>
    <link>http://www.repository.rmutt.ac.th/xmlui/handle/123456789/4662</link>
    <description>Title: แนวทางพัฒนาคุณภาพการบริการของงานฝ่ายบริหารงานทั่วไปกองนโยบายและแผน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
Authors: มันทนีย์  หงษ์ดำเนิน
Abstract: การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความคิดเห็นคุณภาพการบริการของฝ่ายบริหารงานทั่วไป กองนโยบายและแผน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี  2) ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาคุณภาพของงานฝ่ายบริหารงานทั่วไป กองนโยบายและแผน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ประชากรที่ใช้ในการตอบแบบสอบถาม จำนวน 17 คน ผู้ให้ข้อมูล&#xD;
ในการสัมภาษณ์ จำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบสอบถาม สถิติที่ใช้&#xD;
ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ &#xD;
2) แบบสัมภาษณ์ ใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัย พบว่า &#xD;
1. ระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับคุณภาพการให้บริการโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีคุณภาพการบริการมาก เรียงตามลำดับดังนี้ ด้านความใส่ใจในการบริการ อยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมาได้แก่ ด้านความมั่นใจต่อผู้รับบริการ อยู่ในระดับมาก ด้านความน่าเชื่อถือความไว้วางใจ               ในการให้บริการ อยู่ในระดับมาก และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ได้แก่ ด้านการตอบสนองต่อผู้รับบริการ    อยู่ในระดับมาก &#xD;
2. แนวทางในการพัฒนาคุณภาพของงานฝ่ายบริหารงานทั่วไปกองนโยบายและแผน      ภาพรวมพบว่า 1) คุณภาพการบริการที่ดีที่พึงพอใจและควรรักษาไว้มากที่สุด ได้แก่                  ความกระตือรือร้นและความใส่ใจ และพร้อมให้ความช่วยเหลือเพื่อให้การดำเนินการทันเวลา           ร้อยละ 44.44  2) ฝ่ายบริหารงานทั่วไปควรได้รับการพัฒนาเพื่อเพิ่มศักยภาพในการทำงานให้ดีขึ้นมากที่สุด มี 2 ด้าน ได้แก่ ด้านการพัฒนาทักษะด้าน Digital Skill แบบบูรณาการ และด้าน         การติดตามงานและความซ้ำซ้อนของข้อมูล ร้อยละ 66.67 3) ปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพการบริการของฝ่ายบริหารงานทั่วไปมากที่สุด ได้แก่ ระบบ ขั้นตอน และกระบวนการทำงาน โดยมีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการพัฒนาการบริการมากที่สุด 2 ด้าน ได้แก่ ด้านการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริการ    เพื่อสนับสนุนการทำงาน และด้านปรับปรุงกระบวนการทำงานให้ทันสมัย ร้อยละ 44.44                4) ความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาคุณภาพการบริการเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีมาใช้ พบว่า ภาพรวมเห็นด้วยในการนำเทคโนโลยี ระบบออนไลน์ Chatbot AI  มาช่วยในกระบวนการพัฒนาคุณภาพการบริการ ร้อยละ 88.89 และ 5) คุณภาพบริการของฝ่ายบริหารงานทั่วไปที่ต้องการเน้นมากที่สุด ได้แก่ ด้านความถูกต้องของเอกสาร ร้อยละ 44.44 ผลการวิจัยนี้สามารถนำมาใช้ในการพัฒนาจุดอ่อนในด้านของการตอบสนอง                ต่อผู้รับบริการเพื่อปรับปรุงการบริการให้ดียิ่งขึ้น และนำผลการวิจัยที่ได้จากแนวทางการพัฒนางาน     ฝ่ายบริหารงานทั่วไป มาพัฒนากระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพเพื่อให้เกิดความพึงพอใจของผู้รับบริการต่อไป; This research aimed to : 1) study the level of opinions on the service quality of services provided by the General Administrative services  Section, Policy and Planning Division, Rajamangala University of Technology Thanyaburi, and 2) develop guidelines for improving service quality within the division. The samples included 17 respondents for the questionnaire and 9 key informants for the interviews. Research tools consisted of: 1) a questionnaire, with data analyzed using frequency, percentage, mean, and standard deviation and 2) a structured interview form, analyzed through content analysis.&#xD;
&#xD;
	The research findings revealed that:&#xD;
          1. The overall service quality was rated at a high level. Ranking from highest to lowest, the dimensions of quality were: attentiveness to service, confidence of service recipients, trustworthiness in service delivery, and responsiveness although all were still rated high.&#xD;
          2. Guidelines for service quality improvement included: &#xD;
	The overall findings indicated that the most satisfactory and desirable aspect of service quality, which should be maintained, is the staff’s enthusiasm, attentiveness, and willingness to assist in ensuring timely operations, accounting for 44.44 percent. Moreover, the division is recommended to improve its performance through two primary areas: the development of integrated digital skills and the enhancement of monitoring systems and reduction of data redundancy, representing 66.67 percent. The most significant factor affecting service quality is the system, procedures, and workflow. Suggestions for improving service quality mainly focused on two aspects: adopting technology in service operations to support work efficiency and modernizing the workflow, each accounting for 44.44 percent. Additionally, most respondents agreed with the adoption of technology, such as online systems, Chatbot, and AI, to enhance service quality, with an approval rate of 88.89 percent. Lastly, the aspect of service quality that should be most emphasized is the accuracy of documents, with 44.44 percent of respondents highlighting its importance. These findings provide strategic directions for enhancing the overall efficiency and quality of administrative services.  The results of this study can be applied to address weaknesses in service responsiveness, and enhance the efficiency and satisfaction of service delivery in the General Administrative Services  Section.</description>
    <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
</rdf:RDF>

