<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <channel rdf:about="http://www.repository.rmutt.ac.th/xmlui/handle/123456789/73">
    <title>DSpace Collection:</title>
    <link>http://www.repository.rmutt.ac.th/xmlui/handle/123456789/73</link>
    <description />
    <items>
      <rdf:Seq>
        <rdf:li rdf:resource="http://www.repository.rmutt.ac.th/xmlui/handle/123456789/3906" />
        <rdf:li rdf:resource="http://www.repository.rmutt.ac.th/xmlui/handle/123456789/3076" />
        <rdf:li rdf:resource="http://www.repository.rmutt.ac.th/xmlui/handle/123456789/872" />
        <rdf:li rdf:resource="http://www.repository.rmutt.ac.th/xmlui/handle/123456789/338" />
      </rdf:Seq>
    </items>
    <dc:date>2026-03-31T04:49:04Z</dc:date>
  </channel>
  <item rdf:about="http://www.repository.rmutt.ac.th/xmlui/handle/123456789/3906">
    <title>ความพึงพอใจของผู้รับบริการที่มีต่อการให้บริการของงานบุคลากร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์</title>
    <link>http://www.repository.rmutt.ac.th/xmlui/handle/123456789/3906</link>
    <description>Title: ความพึงพอใจของผู้รับบริการที่มีต่อการให้บริการของงานบุคลากร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
Authors: อทิตยา วิมลเมือง
Abstract: การศึกษาวิจัยเรื่อง ความพึงพอใจของผู้รับบริการที่มีต่อการให้บริการของงานบุคลากร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้รับบริการที่มี ต่อการให้บริการของงานบุคลากร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลของ ผู้รับบริการที่มีต่อการให้บริการของงานบุคลากร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ บุคลากรสังกัดคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี สายวิชาการ จำนวน 56 คน และสายสนับสนุน จำนวน 14 คน รวมทั้งหมด 70 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถามที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นเอง โดยผู้ศึกษาเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเองและนำข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถามมาวิเคราะห์ข้อมูล ทางสถิติ ค่าร้อยละในการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ค่าเฉลี่ย (µ) และ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (σ) วิเคราะห์ระดับความพึงพอใจของผู้รับบริการที่มีต่อการให้บริการของ งานบุคลากร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ โดยใช้สถิติ Independent Sample t-test ใช้ทดสอบ เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของตัวแปรอิสระที่มีการแบ่งกลุ่มเป็น 2 กลุ่ม และค่า One-way ANOVA ใช้ทดสอบเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของตัวแปรอิสระ ซึ่งจำแนกออกเป็นตั้งแต่ 3 กลุ่ม ขึ้นไป และเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธี Scheffe เมื่อพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยกำหนดระดับความเชื่อมั่นที่ 95% จากการศึกษาพบว่า 1. ผลการศึกษาข้อมูลทั่วไปของผู้รับบริการส่วนใหญ่ เป็นเพศหญิง มีอายุ 31 – 40 ปี มีการศึกษาระดับปริญญาโท อายุราชการ 6 - 10 ปี เป็นผู้รับบริการสายวิชาการ ส่วนใหญ่ติดต่อ รับบริการเวลา 13.00 – 16.30 น. จะติดต่อรับบริการประเภทงานการลาทุกประเภท โดยระยะเวลา ในการติดต่อรับบริการตั้งแต่ 10 – 30 นาที 2. ผลการศึกษาความพึงพอใจของผู้รับบริการที่มีต่อการให้บริการของงานบุคลากร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี พบว่า ผู้รับบริการมีความ พึงพอใจต่อการให้บริการของงานบุคลากร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคลธัญบุรี โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุด 1 ด้าน ได้แก่ ด้านบุคลากรมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมาอยู่ในระดับมาก 6 ด้าน คือ ด้านระยะเวลา ในการให้บริการ ด้านระบบการบริการ ด้านคุณภาพการให้บริการ ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก ด้านกระบวนการบริการ และด้านสภาพแวดล้อมในการบริการ ตามลำดับ 3. ผลการเปรียบเทียบความพึงพอใจของผู้รับบริการที่มีต่อการให้บริการของงานบุคลากร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี จำแนกตามลักษณะ ทางประชากรศาสตร์ พบว่า ผู้รับบริการที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา อายุราชการ กลุ่มสายการทำงาน และระยะเวลาในการติดต่อรับบริการที่แตกต่างกัน มีความพึงพอใจต่อ การใช้บริการของงานบุคลากร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ในภาพรวม ไม่แตกต่างกัน ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05; The research objectives on satisfaction of service recipients towards the service of personnel work in Faculty of Architecture were to 1) study the satisfaction of users toward the service of personnel work in order to improve the service of personnel work and 2) to know the personal factors of users towards the service of personnel work. The sample group was total 70 persons including 56 faculties and 14 staffs of Faculty of Architecture, Rajamangala University of Technology Thanyaburi. The questionnaire was designed to collect the information and its was analyzed by statistical method: percentage, mean (µ) and standard deviation (σ) to interpret the users group satisfaction. Meanwhile, the independent sample t- test was used to compare the mean of two groups of independent variables. One-way ANOVA also was applied to test and compare the mean of the independent variables among 3 groups at significance level of 0.05 with a confidence level of 95%. The results were : 1. The general information of respondents were mostly female aged 31-40 years which a master's degree, 6 - 10 years’ experiences. The faculties used mainly service at 1.00 pm - 4.30 pm by contacting the personal work on a vacation type about 10 - 30 minutes of consulting. 2. The satisfaction of users towards the service of personnel work of the Faculty of Architecture, Rajamangala University of Technology Thanyaburi, found that they were overall satisfied with the service of the personnel work at a high level. The highest satisfaction was personnel service and following of a aspects at high level namely service time, service system, service quality, facilities service, service process and the service environment, respectively. 3. The result of comparative satisfaction of service recipients towards the service of personnel work in Faculty of Architecture, Rajamangala University of Technology Thanyaburi by demographic characteristics was found that sex, age, education level, faculties group, staff group, length of time services showed indifferent of personal service at the significance level 0.05</description>
    <dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://www.repository.rmutt.ac.th/xmlui/handle/123456789/3076">
    <title>การศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาที่ผ่านการคัดเลือกตามประเภทรับเข้าศึกษาของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี</title>
    <link>http://www.repository.rmutt.ac.th/xmlui/handle/123456789/3076</link>
    <description>Title: การศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาที่ผ่านการคัดเลือกตามประเภทรับเข้าศึกษาของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
Authors: บุญสิตา ทองสุข
Abstract: การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาวิธีการรับเข้าศึกษาของนักศึกษาระบบโควตา ระบบสอบตรง และระบบกลาง Admission ปีการศึกษา 2559 ของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ 2) ศึกษาผลการเรียนของนักศึกษาระบบโควตา ระบบสอบตรง และระบบกลาง Admission ปีการศึกษา 2559 ของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ 3) เปรียบเทียบผลการเรียนของนักศึกษาที่รับเข้าศึกษาทุกระบบปีการศึกษา 2559  คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
ประชากรเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่ผ่านการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ของปีการศึกษา 2559 ได้แก่ สาขาวิชาสถาปัตยกรรม และสาขาวิชาสถาปัตยกรรมภายใน ทั้งหมดจำนวน 133 คน โดยการเก็บข้อมูลจากค่าระดับคะแนนแต่ละรายวิชา และข้อมูลผลการเฉลี่ยสะสมของนักศึกษาแต่ละคน ในปีการศึกษา 2559 และนำข้อมูลที่ได้มาทำการวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้โปรแกรมทางคอมพิวเตอร์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รวมทั้งการใช้แบบสอบถามเพื่อศึกษาลักษณะการเข้าศึกษาของนักศึกและความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอนของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ที่อาจส่งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้กับนักศึกษา ได้ว่ามีความพึงพอใจมากน้อยเพียงใด
ผลการวิจัยพบว่า การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของที่รับเข้าศึกษาโดยวิธีที่ต่างกัน ทั้ง 3 วิธี ระหว่างระบบโควตา ระบบสอบตรง และระบบกลาง Admission ด้วยโปรแกรมทางคอมพิวเตอร์ เนื่องจากการเข้าศึกษาที่แตกต่างกันและความสนใจในรายวิชาที่แตกต่างกัน พบว่านักศึกษาสาขาวิชาสถาปัตยกรรม มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 และสาขาสถาปัตยกรรมภายใน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่มีผลนำไปสู่ความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ กล่าวคือ ผลการเรียนมีความแตกต่างกันไม่ว่าจะเปรียบเทียบในสาขาเดียวกันหรือประเภทการรับเข้าศึกษาในภาพรวมของคณะ นักศึกในระบบกลาง Admissions มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมากที่สุดซึ่งแตกต่างจากประเภทอื่นอย่างชัดเจน</description>
    <dc:date>2560-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://www.repository.rmutt.ac.th/xmlui/handle/123456789/872">
    <title>วัสดุก่อสร้างมวลเบาที่มีค่าการนำความร้อนต่ำจากส่วนผสมของเยื่อกระดาษเหลือทิ้งจากโรงงานผลิตกระดาษ</title>
    <link>http://www.repository.rmutt.ac.th/xmlui/handle/123456789/872</link>
    <description>Title: วัสดุก่อสร้างมวลเบาที่มีค่าการนำความร้อนต่ำจากส่วนผสมของเยื่อกระดาษเหลือทิ้งจากโรงงานผลิตกระดาษ
Authors: วชิระ แสงรัศมี
Abstract: การวิจัยนี้เป็นการค้าหาศักยภาพของเยื่อกระดาษเหลือทิ้งจากโรงงานผลิตกระดาษเพื่อนำมาผลิตเป็นวัสดุก่อสร้างมวลเบา เพื่อเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือทิ้งแทนการฝังกลบหรือเผาทำลาย โดยศึกษาการนำเยื่อกระดาษเหลือทิ้งในปริมาณ 0,30,60 และ 90%ของน้ำหนักซีเมนต์ และศึกษาผลของการใช้วัตถุดิบที่แตกต่างกันระหว่างการใช้ดินลูกรังกับทรายผสมสีโดยใช้ซีเมนต์เป็นวัสดุประสานเพื่อหาอัตราส่วนที่เหมาะสมในการนำไปผลิตเป็นบล็อกก่อสร้างขนาด 20x40x7.5 ซม.และบล็อกประสานขนาด 12.5x25.x10 ซม. แล้วนำผลการทดสอบมาเปรียบเทียบกับบล็อกก่อสร้างที่จัดจำหน่ายในท้องตลาด
ชิ้นทดสอบค่าการรับแรงอัด ความหนาแน่น ค่าการดูดซึมน้ำ และค่าสัมประสิทธิ์การนำความร้อนของชิ้นทดสอบ และนำอัตราส่วนที่เหมาะสมมาผลิตบล็อกต้นแบบทดสอบตาม มอก.57-2530 ภายหลังจากการบ่มครบ 28 วัน นำผลสมบัติของวัสดุมาวิเคราะห์เปรียบ เทียบค่าสัมประสิทธิ์การถ่ายเทความร้อน และค่าต้านทานความร้อนของวัสดุ
ผลการศึกษาพบว่าเยื่อกระดาษเหลือทิ้ง สามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบผสมมวลน้ำหนักเบาและเป็นฉนวนกันความร้อนได้ เมื่อนำเยื่อกระดาษเหลือทิ้งมาทดสอบหาสารโลหะหนักปนเปื้อน พบว่ามีโครเมียม(IV) ในปริมาณ 9.639 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม, แคดเมียมในปริมาณ 0.125 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม, ปรอทในปริมาณ 0.655 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม, ตะกั่ว ในปริมาณ 5.585 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และสารหนูในปริมาณ 1.497 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม เมื่อนำมาเปรียบเทียมกับข้อกำหนดฉลากเขียวสำหรับแผ่นอัดสำหรับงานอาคาร ตกแต่งและอุตสาหกรรมเครื่องเรือน (Panels for the Building, Decorating and Furniture Industry) มีที่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดผลของการใช้ดินลูกรังเป็นวัตถุดิบผลิตเป็นวัสดุก่อสร้างจะได้ผิวสีของเนื้อวัสดุเป็นสีน้ำตาลเทา และสามารถลดความหนาแน่นของวัสดุได้กว่าทราย การใช้ทรายและผงสีเป็นวัตถุดิบ จะมีสมบัติของวัสดุที่ดีกว่าการใช้ดินลูกรัง คือ จะมีสมบัติการรับแรงอัดที่ดีกว่า มีค่าการดูดซึมน้ำที่น้อยกว่า และมีหลากหลายสีได้จากการเติมผงสี
การผลิตบล็อกต้นแบบขนาด 20x40x7.5 ซม. ด้วยอัตราส่วน(SP6) 1:5:0.02:0.3 (ซีเมนต์:ทราย:ผงสี:เยื่อกระดาษ) จะได้ความหนาแน่นที่ 1264.09 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร, ค่าการดูดซึมน้ำ 19.99% ,ค่าสัมประสิทธิ์การนำความร้อน 0.929 วัตต์ / เมตร องศาเคลวิน และค่าการรับแรงอัด 39.66กิโลกรัม/ตารางเซนติเมตร ที่สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน มอก. 58-2530 บล็อกคอนกรีตชนิดไม่รับน้ำหนัก (Non load bearing concrete Unit)
การผลิตบล็อกประสานต้นแบบขนาด12.5x25x10 ซม. ด้วยอัตราส่วนของ 1:5:0.02:0.3 (ซีเมนต์:ทราย:ผงสี:เยื่อกระดาษ)มาผลิตบล็อกประสานและทำการอัดด้วยเครื่องอัด (Cinva-Ram) ด้วยแรงอัดประมาณ 1.0 M n/m2 จะได้สมบัติความหนาแน่นที่ 1482.20 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร, ค่าการดูดซึมน้ำ 17.52 % ,ค่าสัมประสิทธิ์การนำความร้อน 1.0424 วัตต์ / เมตร องศาเคลวิน และมีค่าการรับแรงอัด 68.60 กิโลกรัม/ตารางเซนติเมตร สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน มอก. 58-2530 บล็อกคอนกรีตชนิดไม่รับน้ำหนัก (Non load bearing concrete Unit) เมื่อเปรียบเทียบสมบัติบล็อกประสานเดิมจากดินลูกรังผสมซีเมนต์ พบว่าบล็อกประสานจากวัสดุใหม่นี้มีความหนาแน่นลดลง 22.5% และมีค่าการนำความร้อนต่ำลง 34%
จากการศึกษาพัฒนาวัสดุก่อสร้างมวลเบาจากส่วนผสมของเยื่อกระดาษเหลือทิ้งจากโรงงานกระดาษได้พบถึงศักยภาพต่างๆมากมายและเป็นที่น่าสนใจในการนำมาพัฒนาเป็นวัสดุก่อสร้างวัสดุตกแต่ง และเพิ่มสีสัน ของการพัฒนานี้สามารถนำไปใช้เชิงพาณิชย์ได้เป็นอย่างดี ที่จะช่วยลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและยังช่วยอนุรักษ์พลังงาน</description>
    <dc:date>2553-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://www.repository.rmutt.ac.th/xmlui/handle/123456789/338">
    <title>ผลของความร้อนที่เกิดจากการนำแสงธรรมชาติมาใช้ในอาคารโดยผ่านช่องหน้าต่างกระจกด้านข้าง</title>
    <link>http://www.repository.rmutt.ac.th/xmlui/handle/123456789/338</link>
    <description>Title: ผลของความร้อนที่เกิดจากการนำแสงธรรมชาติมาใช้ในอาคารโดยผ่านช่องหน้าต่างกระจกด้านข้าง
Authors: เกษียร ธรานนท์
Abstract: ปัจจุบันแสงธรรมชาติ ได้ถูกนำมาใช้ในงานสถาปัตยกรรมเพิ่มมากขึ้น เพื่อช่วยประหยัดพลังงาน ในขณะเดียวกันก็ควรคำนึงถึงความร้อนที่เกิดจากการแผ่รังสีดวงอาทิตย์ ส่องผ่านกระจกเข้าสู่ภายในอาคารด้วย วัตถุประสงค์หลักของงานวิจัย เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณความส่องสว่างและปริมาณความร้อนที่เกิดขึ้นภายใน โดยคำนึงถึงความเหมาะสมของสัดส่วนพื้นที่ช่องเปิดหน้าต่างกระจกต่อพื้นที่ผนังทึบ วิธีดำเนินการวิจัยด้วยการทำหุ่นจำลองแทนตัวอาคารและใช้โปรแกรมแกรมคอมพิวเตอร์จำลองผลเกี่ยวกับความส่องสว่างของแสงธรรมชาติ กระจกที่นำมาทดสอบเป็นกระจกที่นิยมใช้ทั่วไป มีค่าการส่องผ่านของแสง (VT) สูงและค่าสัมประสิทธิ์การบังแดดของกระจก (SC) ต่ำ ได้แก่ กระจกใสกระจกสีเขียว กระจกสะท้อนแสง กระจกฉนวนกันความร้อน 2 ชั้น และกระจกLOW-E ในขั้นตอนแรก ศึกษาพฤติกรรมการส่องสว่างของแสงและพฤติกรรมการถ่ายเทความร้อนผ่านหน้าต่างกระจกด้านข้างใน 4 ทิศทางหลัก โดยไม่มีอุปกรณ์บังแดด เพื่อให้รับรังสีดวงอาทิตย์โดยตรง วิเคราะห์ข้อมูลค่าอุณหภูมิ ค่าความส่องสว่าง การใช้พลังงานเพื่อเพิ่มแสงสว่างและการปรับอุณหภูมิอากาศภายในอาคารโดยมีสัดส่วนพื้นที่ช่องหน้าต่างกระจก 20% 40% 60% 80% และ 100 % พร้อมกับเปรียบเทียบการใช้พลังงานในช่วงเวลาระหว่าง 08.00 น. – 17.00 น. กับ 09.00 น. – 18.00 น. สรุปผลการวิจัย พบว่าอาคารที่ติดเครื่องปรับอากาศ ควรมีขนาดพื้นที่ช่องหน้าต่างกระจกที่เหมาะสมระหว่าง 20 % - 40 % โดยมีปัจจัยที่สำคัญขึ้นอยู่กับทิศ ประเภทและคุณสมบัติของกระจก ซึ่งควรพิจารณาเลือกใช้กระจกที่มีค่าคูลเนสเรโซ (VT/SC) สูง นอกจากนั้นกระจกควรมีค่าสัมประสิทธิ์การถ่ายเทความร้อน (U) ต่ำ เพื่อลดการส่งผ่านความร้อนเข้าสู่ภายในอาคารช่วงเวลากลางวัน และถ่ายเทความร้อนออกสู่ภายนอกช่วงเวลากลางคืน โดยใช้ความแตกต่างของอุณหภูมิอากาศภายนอกกับภายในอาคาร ส่วนการใช้งานช่วงเวลา 08.00 น. – 17.00 น. จะใช้พลังงานน้อยกว่าช่วงเวลา 09.00 น. – 18.00 น. เฉพาะในทิศเหนือ ทิศใต้ และทิศตะวันตก ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นข้อมูลพื้นฐาน ในการออกแบบช่องหน้าต่างกระจกด้านข้างของอาคารที่ติดเครื่องปรับอากาศได้อย่างเหมาะสมและการทำวิจัยในส่วนที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ต่อไป</description>
  </item>
</rdf:RDF>

