<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
  <channel>
    <title>DSpace Community:</title>
    <link>http://www.repository.rmutt.ac.th/xmlui/handle/123456789/14</link>
    <description />
    <pubDate>Sun, 16 Aug 2026 08:48:01 GMT</pubDate>
    <dc:date>2026-08-16T08:48:01Z</dc:date>
    <item>
      <title>การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชานาฏศิลป์ ชุดรำมอญ ของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบซิปปาผสมผสานกับทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์</title>
      <link>http://www.repository.rmutt.ac.th/xmlui/handle/123456789/4761</link>
      <description>Title: การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชานาฏศิลป์ ชุดรำมอญ ของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบซิปปาผสมผสานกับทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์
Authors: ศิวาภรณ์ รนขาว
Abstract: การวิจัยนี้ผู้วิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้รายวิชานาฏศิลป์ ชุดรำมอญของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนคลองบ้านพร้าว ที่เรียนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบซิปปาผสมผสานกับรูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์โดยเปรียบเทียบระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้รายวิชานาฏศิลป์ ชุดรำมอญระหว่างกลุ่มทดลองที่เรียนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบซิปปาผสมผสานกับรูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์กับกลุ่มควบคุมที่เรียนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบปกติ 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านทักษะปฏิบัติรายวิชานาฏศิลป์ ชุดรำมอญ ระหว่างกลุ่มทดลองที่เรียนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบซิปปาผสมผสานกับรูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์กับกลุ่มควบคุมที่เรียนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบปกติ&#xD;
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนคลองบ้านพร้าว จำนวน 2 กลุ่ม โดยใช้การสุ่มแบบกลุ่ม (Group Sampling) คือ กลุ่มทดลองที่เรียนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบซิปปาผสมผสานกับรูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ จำนวน 30 คน และกลุ่มควบคุมที่เรียนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบปกติ จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชานาฏศิลป์ มีจำนวน 5 แผน 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ด้านความรู้ จำนวน 1 ฉบับ 3) แบบประเมินทักษะปฏิบัติ จำนวน 3 ฉบับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ได้แก่ ค่าเฉลี่ย, ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและเปรียบเทียบโดย การทดสอบค่าที (t-test)&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนกลุ่มทดลองที่เรียนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบซิปปาผสมผสานกับรูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์มีผลสัมฤทธิ์การเรียนด้านความรู้ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 2) กลุ่มทดลองมีผลสัมฤทธิ์การเรียนด้านความรู้ สูงกว่ากลุ่มควบคุมที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 และ 3) กลุ่มทดลองมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านทักษะปฏิบัติสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01; The purposes of this study were to: 1) study the achievement in the knowledge of&#xD;
performing arts course of Secondary 5 (Grade 5) students at Klongbanprao school by using the&#xD;
CIPPA Instructional Model and Harrow’s Instructional Model of teaching to obtain the difference of the achievement results before and after learning, 2) compare the learning achievement in the knowledge of performing arts course of Secondary 5 (Grade 5) students at Klongbanprao school between the experimental group of the CIPPA Instructional Model and Harrow’s Instructional Model teaching, and the control group using normal teaching method and 3) compare the learning achievement in the practical skills of performing arts course of Secondary 5 (Grade 5) students at Klongbanprao school between the experimental group of the CIPPA Instructional Model and Harrow’s Instructional Model teaching and the control group using normal teaching method.&#xD;
The samples of the research was Secondary 5 (Grade 5) students at Klongbanprao school. They were drawn by using group sampling technique, and divided into two groups: an experimental group of 30 students who had learnt by using the CIPPA Instructional Model and Harrow’ s Instructional Model teaching, and a control group of 30 students who had learnt by using normal teaching method. The research instruments consisted of: 1) five learning management plans of performing arts course, 2) one test of learning achievement and 3) three assessment forms of practical skills. Statistical devices for data analysis included mean, standard deviation, and t-test.&#xD;
The research findings revealed that: 1) the students in the experimental group learning&#xD;
with the CIPPA Instructional Model and Harrow’ s Instructional Model teaching had their achievement after the learning higher than that before the learning with the level of significance at .01, 2) the experimental group had learning achievement in knowledge higher than that of the control group using normal teaching with the level of significance at .01 and 3) the experimental group had higher learning achievement in practical skills than that of the control group with the level of significance at .01.</description>
      <pubDate>Thu, 01 Jan 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://www.repository.rmutt.ac.th/xmlui/handle/123456789/4761</guid>
      <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การพัฒนาบทเรียนออนไลน์ผ่าน Google Classroom เรื่อง การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2</title>
      <link>http://www.repository.rmutt.ac.th/xmlui/handle/123456789/4743</link>
      <description>Title: การพัฒนาบทเรียนออนไลน์ผ่าน Google Classroom เรื่อง การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
Authors: ยุวมล ประเสริฐสังข์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาบทเรียนออนไลน์ผ่าน Google Classroom เรื่อง การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพ 2) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อบทเรียนออนไลน์ผ่าน Google Classroomเรื่อง การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพ &#xD;
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 ที่เรียน วิชา วิทยาการคำนวณ โรงเรียนเทศบาลสรรพสามิตบำรุง จำนวน 20 คน ได้มาโดยใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย บทเรียนออนไลน์ผ่าน Google Classroom แบบประเมินคุณภาพด้านสื่อและด้านเนื้อหา แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีของกลุ่มตัวอย่างที่ไม่เป็นอิสระจากกัน &#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) บทเรียนออนไลน์ผ่าน Google Classroom เรื่อง การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ มีคุณภาพด้านสื่อ อยู่ในระดับดีมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.58 ด้านเนื้อหา อยู่ในระดับดีมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.55 และมีประสิทธิภาพตามเกณท์ เท่ากับ 82.00/81.17 2) ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนนสูงกว่าก่อนเรียน มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน เท่ากับ 24.35 คะแนน และมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 17.40 คะแนน และการทดสอบค่าทีระหว่างเรียนและหลังเรียน มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 3) ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อบทเรียนออนไลน์ผ่าน Google Classroom อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.49; The objectives of this research were to: 1) develop online lessons with Google Classroom application on computer system operation for secondary 2 (grade 8) students, 2) study the academic achievement of pre-test and post-test, and 3) study the students’ satisfaction towards the online lessons with Google Classroom application on computer system operation for secondary 2 (grade 8) students. &#xD;
The samples were 20 students from secondary 2 (grade 8)studying in Computational Science class at Sappasamit Bamrung Municipal School.They were selected by purposive sampling. The research instruments consisted of online lessons with Google Classroom application, quality evaluation guide towards media and contents, achievement tests, and evaluation forms of students' satisfaction. The statistics used to analyze the data were standard deviation and dependent sample t-test. &#xD;
The research results indicated that: 1) the online lessons with Google Classroom application on computer system operation had the quality of media at a very good level with an average of 4.58, quality of contents at a very good level with an average of 4.55, and had criteria efficiency of 82/81, 2) the students’ achievement average score of pre-test was 17.40, while that of post-test was 24.35. The analysis of t-test during and after learning was different at .05 statistically significant level, and 3) the satisfaction of students towards online lessons with Google Classroom application was at a high level of 4.49.</description>
      <pubDate>Tue, 01 Jan 2565 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://www.repository.rmutt.ac.th/xmlui/handle/123456789/4743</guid>
      <dc:date>2565-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>คู่มือการปฏิบัติงาน เรื่อง การจัดรูปแบบวงดนตรีไทยสำหรับการบรรเลงและประกอบการแสดงภาควิชานาฏดุริยางคศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี</title>
      <link>http://www.repository.rmutt.ac.th/xmlui/handle/123456789/4737</link>
      <description>Title: คู่มือการปฏิบัติงาน เรื่อง การจัดรูปแบบวงดนตรีไทยสำหรับการบรรเลงและประกอบการแสดงภาควิชานาฏดุริยางคศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
Authors: เจษฎา กรวยสูงเนิน
Abstract: ภาควิชานาฏดุริยางคศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี มีพันธกิจในการจัดการเรียนการสอน การบริการวิชาการ การทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม และการสนับสนุนการจัดกิจกรรมด้านนาฏศิลป์และดนตรีไทย ซึ่งการจัดการแสดงในแต่ละครั้งจำเป็นต้องมีการวางแผนและจัดรูปแบบวงดนตรีไทยให้มีความเหมาะสมกับลักษณะของการแสดง จำนวนผู้แสดง สถานที่ ตลอดจนข้อจำกัดด้านเครื่องดนตรีและบุคลากร เพื่อให้การบรรเลงสามารถดำเนินไปอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ สอดคล้องกับจารีตการบรรเลงดนตรีไทย และเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการปฏิบัติงาน &#xD;
การจัดรูปแบบวงดนตรีไทยสำหรับการบรรเลงและประกอบการแสดงเป็นภารกิจที่ต้องอาศัย องค์ความรู้ ความชำนาญ และประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติงาน ทั้งในด้านการคัดเลือกประเภทของวงดนตรี การจัดวางเครื่องดนตรี การเตรียมความพร้อมของเครื่องดนตรี การประสานงานกับผู้ควบคุมการแสดง ตลอดจนการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในการปฏิบัติงาน หากไม่มีแนวทางการปฏิบัติงานที่เป็นระบบ และเป็นมาตรฐานเดียวกัน อาจส่งผลให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการดำเนินงาน ส่งผลกระทบ ต่อคุณภาพของการแสดงและประสิทธิภาพของการให้บริการทางวิชาการ &#xD;
ด้วยเหตุนี้ จึงได้จัดทำ คู่มือการปฏิบัติงาน เรื่อง การจัดรูปแบบวงดนตรีไทยสำหรับการบรรเลงและประกอบการแสดง ภาควิชานาฏดุริยางคศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคลธัญบุรี ขึ้น เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานให้แก่ผู้ปฏิบัติงาน นักวิชาการศึกษา บุคลากรสายสนับสนุน ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้อง ให้มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการจัดรูปแบบวงดนตรีไทยสำหรับการปฏิบัติงานการแสดงนาฏศิลป์และดนตรีอย่างถูกต้อง เป็นระบบ และสามารถปฏิบัติงาน ได้ตามมาตรฐานเดียวกัน อีกทั้งยังเป็นการรวบรวมองค์ความรู้และประสบการณ์จากการปฏิบัติงานจริงให้อยู่ในรูปแบบเอกสารที่สามารถศึกษา อ้างอิง และถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ผู้ปฏิบัติงานรุ่นต่อไป ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</description>
      <pubDate>Sun, 01 Jan 2569 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://www.repository.rmutt.ac.th/xmlui/handle/123456789/4737</guid>
      <dc:date>2569-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชานาฏศิลป์ของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนโดยใช้รูปแบบการสอนซินเนคติกส์</title>
      <link>http://www.repository.rmutt.ac.th/xmlui/handle/123456789/4715</link>
      <description>Title: การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชานาฏศิลป์ของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนโดยใช้รูปแบบการสอนซินเนคติกส์
Authors: ชมพิชาน์, ศรีภักดี
Abstract: การวิจัยนี้ผู้วิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ รายวิชานาฏศิลป์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ ธานี ๒ (บ้านดอนเกลี้ยง) ที่ใช้รูปแบบการสอนแบบซินเนคติกส์ (Synectics) โดยเปรียบเทียบระหว่าง ก่อนเรียนและหลังเรียน 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ ระหว่างกลุ่มทดลองที่ ใช้รูปแบบการสอนแบบ&#xD;
ซินเนคติกส์ (Synectics) กับกลุ่มควบคุมที่สอนแบบปกติ 3) เพื่อเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ด้านทักษะปฏิบัติ ระหว่างกลุ่มทดลองที่ใช้รูปแบบการสอนแบบซินเนคติกส์ (Synectics) กับกลุ่มควบคุมที่สอนแบบปกติ&#xD;
	กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนองค์การบริหาร ส่วนจังหวัด&#xD;
สุราษฎร์ธานี ๒ (บ้านดอนเกลี้ยง) จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 2 ห้องเรียน ซึ่งจัดห้องคละ ความสามารถ โดยแบ่งออกเป็น กลุ่มทดลอง จำนวน 30 คน ที่ใช้รูปแบบการสอนแบบซินเนคติกส์ (Synectics) กับกลุ่มควบคุมซึ่งเป็น จำนวน 30 คน ที่สอนแบบปกติ ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Group Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) รูปแบบการสอนแบบซินเนคติกส์ (Synectics) 2) แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 6 แผน 3) แบบทดสอบจำนวน 2 ฉบับ 4) แบบประเมินทักษะปฏิบัติ จำนวน 4 ฉบับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ได้แก่ ค่าเฉลี่ย, ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและเปรียบเทียบโดยการ ทดสอบค่าที (t-test)&#xD;
	ผลการวิจัยพบว่า 1) กลุ่มทดลอง ที่ใช้รูปแบบการสอนซินเนคติกส์ (Synectics) มีผลสัมฤทธิ์ การเรียนด้านความรู้ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 2) กลุ่มทดลองมีผลสัมฤทธิ์การเรียนด้านความรู้สูงกว่า กลุ่มควบคุมที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบปกติ และ3) กลุ่มทดลองมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านทักษะ ปฏิบัติสูงกว่ากลุ่มควบคุม; The purposes of this study were to: 1) compare students’ learning achievement in the knowledge of performing arts course among Primary 6 (Grade 6 ) students at Surat Thani Provincial Administrative Organization school 2 ( Ban Don Kliang) using the Synectics instructional model between before and after learning, 2) compare students’ learning achievement in the knowledge between the experimental group using the Synectics instructional model and the control group using anormal instructional model and 3) compare students’ learning achievement in the practical skills between the experimental group using the Synectics instructional model and the control group using anormal instructional model.&#xD;
The samples consisted of Primary 6 (Grade 6) students at Surat Thani Provincial Administrative Organization school 2 (Ban Don Kliang) , totaling 2 classrooms with mixed competence. The experimental group comprised 30 students instructed with the Synectics instructional model, while the control group included 30 students receiving normal instructional methods, selecting via group sampling. Research instruments included 1) Synectics instructional model, 2) six learning management plans, 3) twotests and 4) four practical skill assessment forms. Statistics for data analysis included mean, standard deviation, and t-test&#xD;
The findings indicated that: 1) the experimental group using the Synectics instructional model showed higher learning achievement in knowledge after learning compared to before learning, 2) the experimental group exhibited higher learning achievement in knowledge than the control group using anormal instructional model and 3) the experimental group showed higher learning achievement in practical skills compared to the control group.</description>
      <pubDate>Thu, 01 Jan 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://www.repository.rmutt.ac.th/xmlui/handle/123456789/4715</guid>
      <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
  </channel>
</rss>

