<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
  <channel>
    <title>DSpace Collection:</title>
    <link>http://www.repository.rmutt.ac.th/xmlui/handle/123456789/9</link>
    <description />
    <pubDate>Tue, 31 Mar 2026 04:49:03 GMT</pubDate>
    <dc:date>2026-03-31T04:49:03Z</dc:date>
    <item>
      <title>ความคาดหวังและการรับรู้ของนักศึกษาต่อการให้บริการห้องปฏิบัติการรายวิชาปฏิบัติการเคมีสำหรับวิศวกร ภาควิชาวิศวกรรมเคมีและวัสดุ</title>
      <link>http://www.repository.rmutt.ac.th/xmlui/handle/123456789/4686</link>
      <description>Title: ความคาดหวังและการรับรู้ของนักศึกษาต่อการให้บริการห้องปฏิบัติการรายวิชาปฏิบัติการเคมีสำหรับวิศวกร ภาควิชาวิศวกรรมเคมีและวัสดุ
Authors: ปวีณา พลัดพราก
Abstract: งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความคาดหวังและการรับรู้ของนักศึกษาต่อการให้บริการของห้องปฏิบัติการรายวิชาปฏิบัติการเคมีสำหรับวิศวกร 2) เปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลกับความคาดหวังของนักศึกษาต่อการให้บริการของห้องปฏิบัติการรายวิชาปฏิบัติการเคมีสำหรับวิศวกร 3) เปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลกับการรับรู้ของนักศึกษาต่อการให้บริการของห้องปฏิบัติการรายวิชาปฏิบัติการเคมีสำหรับวิศวกร และ 4) เปรียบเทียบความคาดหวังและการรับรู้ของนักศึกษาต่อการให้บริการของห้องปฏิบัติการรายวิชาปฏิบัติการเคมีสำหรับวิศวกร กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาปฏิบัติการเคมีสำหรับวิศวกร จำนวน 231 คน ใช้เครื่องมือในการวิจัย คือ แบบสอบถาม โดยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สำหรับการเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลของผู้รับบริการ ใช้สถิติ (Independent Sample t-test) สำหรับประชากรสองกลุ่มที่เป็นอิสระกัน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียวโดยใช้สถิติทดสอบ F-test โดยเลือกใช้ One-Way ANOVA&#xD;
ผลการวิจัย พบว่า 1) นักศึกษามีระดับความคาดหวังและการรับรู้ในระดับมาก ต่อการให้บริการของห้องปฏิบัติการในภาพรวม มีการรับรู้อยู่ในระดับมากที่สุด ในด้านเจ้าหน้าที่ ประจำห้องปฏิบัติการ 2) ผลการเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลกับความคาดหวังพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคล ด้านชั้นปีที่ศึกษาต่างกันนักศึกษามีความคาดหวังแตกต่างกันอย่างมีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) ผลการเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลกับการรับรู้ พบว่าด้านเพศ ชั้นปีที่ศึกษา สาขาที่ศึกษา และคุณวุฒิ การศึกษาที่แตกต่างกัน นักศึกษามีการรับรู้แตกต่างกันอย่างมีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 4) ผลการเปรียบเทียบความคาดหวังและการรับรู้ ด้านเจ้าหน้าที่ประจำห้องปฏิบัติการนักศึกษา มีความคาดหวังและการรับรู้แตกต่างกันอย่างมีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จากผลการวิจัย สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาและปรับปรุงการให้บริการ ห้องปฏิบัติการของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เพื่อให้สอดคล้อง กับความต้องการของนักศึกษา ยกระดับการให้บริการด้านห้องปฏิบัติการให้เป็นมาตรฐาน และ มีประสิทธิภาพมากขึ้น</description>
      <pubDate>Wed, 01 Jan 2566 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://www.repository.rmutt.ac.th/xmlui/handle/123456789/4686</guid>
      <dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>สมบัติเชิงกลและสมบัติทางความร้อนของพอลิเอทิลีนความหนาแน่นสูงรีไซเคิล</title>
      <link>http://www.repository.rmutt.ac.th/xmlui/handle/123456789/4683</link>
      <description>Title: สมบัติเชิงกลและสมบัติทางความร้อนของพอลิเอทิลีนความหนาแน่นสูงรีไซเคิล
Authors: รัตติญา มะกะ
Abstract: งานวิจัยนี้ เป็นการศึกษาสมบัติเชิงกลและสมบัติทางความร้อนของพอลิเอทิลีนความหนาแน่น-สูง (HDPE) รีไซเคิล ชิ้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบสมบัติเชิงกล และสมบัติทางความร้อน ของ HDPE รีไซเคิล 2) นำผลการทดสอบมาใช้จัดทำข้อมูลเพื่อเป็นกรณีศึกษาให้นักศึกษาภาคปฏิบัติ ในรายวิชาการทดสอบวัสดุและการวิเคราะห์ผล รหัสวิชา 04-720-309 ของภาควิชาวิศวกรรมวัสดุ และโลหการ 3) นำผลการทดสอบมาใช้เป็นข้อมูลในการให้บริการงานบริการทดสอบสมบัติวัสดุ ในงานบริการทางวิชาการของภาควิชาวิศวกรรมวัสดุและโลหการ&#xD;
&#xD;
โดยศึกษาสมบัติเชิงกล และสมบัติทางความร้อนของ HDPE ซึ่งเป็นพลาสติกหลักสำหรับการฝึกภาคปฏิบัติในเรื่องงานฉีดของนักศึกษามารีไซเคิลซ้ำาหลาย ๆ ครั้ง ด้วยเครื่องมือและวิธีการทดสอบตามมาตรฐานสากล โดยมีการศึกษาสมบัติทางกายภาพ ได้แก่ สมบัติ ความหนาแน่น ตามมาตรฐาน ASTM D792 สมบัติการหดตัว การทดสอบการเปลี่ยนสีในระบบ CIE และมดสอบสมบัติทางกล สมบัติความทนแรงดึง ตามมาตรฐาน ASTM D638 สมบัติความทนแรงกระแทก ตามมาตรฐาน ASTM D256 สมบัติความทนแรงดัดโค้ง ตามมาตรฐาน ASTM D790 ทดสอบสมบัติทางความร้อนด้วยเทคนิค DSC ทดสอบสมบัติอุณหภูมิโก่งตัวด้วยความร้อน ตามมาตรฐาน ASTM D648 และทดสอบค่าดัชนีการไหล ตามมาตรฐาน ASTM D1238&#xD;
&#xD;
ผลจากการทดสอบค่าความทนแรงกระแทกพบว่าค่าความทนแรงกระแทกมีค่าลดลง เมื่อจำนวนครั้งของการรีไซเคิลเพิ่มขึ้น (R1-R7) ผลจากการทดสอบสมบัติความทนแรงดึงพบว่า ค่า ความทนแรงดึง และค่ามอดูลัสของยังมีค่าไม่ต่างจากเดิมมากนักเมื่อจำนวนครั้งของการรีไซเคิลเพิ่มขึ้น แต่จะพบว่าค่าการยืดตัว ณ จุดขาด มีค่าลดลง และจากการศึกษาค่าความทนแรงดัดโค้งมีค่าลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับ HDPE ที่ไม่ผ่านการรีไซเคิล ซึ่งไม่มีค่าแตกต่างมากนัก และผลจากการศึกษาพฤติกรรมการเกิดผลึกด้วยเทคนิค DSC พบว่าอุณหภูมิการเกิดผลึก (T[subscript c]) ที่ได้จากขั้นตอนการเย็นตัว จากการให้ความร้อนในครั้งที่ 1 มีพีคที่พบเพียงพีคเดียวแสดงว่า HDPE และ HDPE ที่ผ่านการรีไซเคิลเป็นพลาสติกที่สามารถเกิดผลึกได้ดี และ HDPE ทีผ่านการรีไซเคิลครั้งที่ 1 จนถึงครั้งที่ 7 แสดงแนวโน้มของการเกิดผลึกเร็วขึ้น และอุณหภูมิการหลอมตัว T[subscript m] ที่ได้จากขั้นตอนการให้ความร้อนครั้งที่ 2 จะพบว่า HDPE และ HDPE ที่ผ่านการรีไซเคิลตั้งแต่ครั้งที่ 1–7 มีความแตกต่างของอุณภูมิหลอมผลึกไม่มากนัก และปริมาณการเกิดผลึกของ HDPE เมื่อเทียบกับ HDPE ที่ผ่านการรีไซเคิลมีปริมาณ การเกิดผลึกลดลงเมื่อเทียบกับ HDPE และการทดสอบอุณหภูมิโก่งตัวด้วยความร้อนพบว่า การนำกลับมารีไซเคิลครั้งที่ 1 จนถึง ครั้งที่ 4 (R1-R4) พบว่ามีอุณหภูมิใกล้เคียงกับ HDPE และผลทดสอบดัชนีการไหลพบว่า เมื่อจำนวนครั้งของการรีไซเคิลเพิ่มขึ้นค่าดัชนีการไหลมีค่าที่สูงขึ้นตามลำดับ โดยผลที่ได้จากการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า การนำ HDPE มาผ่านการรีไซเคิลจำนวน 7 ครั้งพลาสติกยังคงมีสมบัติความทนแรงดึงและความทนแรงดัดโค้งไม่แตกต่างจาก HDPE ที่ไม่ผ่าน การรีไซเคิลมากนัก แต่พบว่าค่าความทนแรงกระแทกลดลง จึงไม่เหมาะกับการนำไปรีไซเคิลเพื่อใช้งานในด้านผลิตภัณฑ์ที่ต้องการรับแรงในรูปแบบการทนต่อแรงกระแทก และผลการทดสอบสมบัติ ทางความร้อนแสดงให้เห็นว่าการรีไซเคิลพลาสติกจำนวนครั้งยิ่งมากขึ้น ความเป็นผลึกที่ส่งผลกับสมบัติความแข็งแรงจะลดลงตามไปด้วย&#xD;
&#xD;
ผลการศึกษานี้สามารถนำผลการวิจัยไปใช้ในการให้ความรู้กับนักศึกษาภาคปฏิบัติในรายวิชาการทดสอบวัสดุและการวิเคราะห์ผล รหัสวิชา 04-720-309 และเป็นการลดการนำเม็ดพลาสติก HDPE ใหม่ มาใช้ในการเรียนในภาคปฏิบัติในรายวิชา 04-720-309 การทดสอบวัสดุและการวิเคราะห์ผล เพื่อให้นักศึกษานำชิ้นทดสอบที่ฝึกปฏิบัติแล้วกลับมาใช้ฝึกปฏิบัติใหม่นอกเวลาเรียนปกติ และยังสามารถนำผลทดลองไปใช้เป็นแนวทางในการสร้างความเข้าใจถึงสมบัติเชิงกล และสมบัติ ทางความร้อนที่เปลี่ยนไปของ HDPE ที่ผ่านการรีไซเคิลให้กับหน่วยงานภายนอกที่มาใช้บริการทดสอบสมบัติวัสดุในงานบริการทางวิชาการ ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซื้อเม็ดพลาสติกใหม่สำหรับนักศึกษา ในการเรียนการสอนในรายวิชา 04-720-309 การทดสอบวัสดุและการวิเคราะห์ผล และยังเป็นการช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกของภาควิชาวิศวกรรมวัสดุและโลหการ; This research aims to 1) compare the mechanical and thermal properties of recycled high-density polyethylene (HDPE), 2) provide experimental data as a case study for practical students in the course "Materials Testing and Analysis" (Course Code: 04-720-309) in the Department of Materials and Metallurgical Engineering, and 3) supply information for material testing services in academic service activities of the department.&#xD;
The study focused on the mechanical and thermal properties of HDPE, which is a primary plastic used for injection molding practice by students, subjected to multiple recycling cycles. Standardized equipment and testing methods were employed to evaluate physical properties, including density (ASTM D792), shrinkage, color change (CIE system), and mechanical properties, such as tensile strength (ASTM D638), impact strength (ASTM D256), and flexural strength (ASTM D790). Thermal properties were examined using differential scanning calorimetry (DSC), heat distortion temperature (ASTM D648), and melt flow index (ASTM D1238).&#xD;
The impact test results showed that impact strength decreased with an increasing number of recycling cycles. Tensile tests indicated that tensile strength and Young’s modulus did not significantly change across recycling cycles (R1–R7), but the elongation at break decreased. Flexural strength showed a slight decrease compared to virgin HDPE, though not statistically significant. DSC (Differential Scanning Calorimetry) analysis revealed that the crystallization temperature (T[subscript c]) during the first cooling phase showed a single peak, indicating that both virgin and recycled HDPE maintain good crystallization ability. Recycled HDPE (R1–R7) showed a tendency to crystallize more quickly. The melting temperature (T[subscript m]) obtained during the second heating phase showed no significant differences between virgin and recycled HDPE. However, the degree of crystallinity decreased with increased recycling. Heat deflection temperature testing showed that samples recycled from R1 to R4 maintained values close to virgin HDPE. The melt flow index increased with each recycling cycle. The results show that HDPE can be recycled up to seven times while retaining relatively stable tensile and flexural properties, though impact strength declines. Therefore, recycled HDPE is not suitable for applications requiring high impact resistance. The thermal testing results further indicated that increased recycling reduces crystallinity, which negatively affects mechanical strength.&#xD;
These findings can be applied to hands-on training in the 04-720-309 Materials Testing and Analysis course, reducing the need to use new HDPE pellets by allowing students to reuse test specimens outside of regular class hours. The results can also help external clients better understand changes in mechanical and thermal properties due to HDPE recycling. Additionally, it helps reduce costs and the amount of plastic waste generated by the Department of Materials and Metallurgical Engineering.</description>
      <pubDate>Wed, 01 Jan 2566 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://www.repository.rmutt.ac.th/xmlui/handle/123456789/4683</guid>
      <dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>อิทธิพลของอนุภาคสารตัวเติมที่มีต่อสมบัติเชิงกลและความร้อนของฟิล์มเป่ารีดร่วมรีไซเคิลผสมพอลิเอทิลีนความหนาแน่นสูง</title>
      <link>http://www.repository.rmutt.ac.th/xmlui/handle/123456789/4663</link>
      <description>Title: อิทธิพลของอนุภาคสารตัวเติมที่มีต่อสมบัติเชิงกลและความร้อนของฟิล์มเป่ารีดร่วมรีไซเคิลผสมพอลิเอทิลีนความหนาแน่นสูง
Authors: กัลยาณี ศรีวารินทร์
Abstract: งานวิจัยนี้ เป็นการศึกษาอิทธิพลของอนุภาคสารตัวเติมที่มีต่อสมบัติเชิงกลและความร้อนของฟิล์มเป่ารีดร่วมรีไซเคิลผสมพอลิเอทิลีนความหนาแน่นสูง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เตรียมพอลิเมอร์ผสมจากเม็ดพลาสติกรีไซเคิลของฟิล์มรีดร่วม LDPE : LLDPE (RF) กับ HDPE และเตรียมพอลิเมอร์ผสมคอมโพสิต โดยเติมสารตัวเติม 3 ชนิด คือ แคลเซียมคาร์บอเนต แร่โวลลาสโทไนต์และ มอนต์มอริลโลไนต์ 2) ศึกษาสมบัติเชิงกลและสมบัติทางความร้อนของพอลิเมอร์ผสมและพอลิเมอร์ผสมคอมโพสิตที่เตรียมได้&#xD;
จากการเตรียมพอลิเมอร์คอมโพสิตด้วยการเติมแคลเซียมคาร์บอเนต แร่โวลลาสโทไนต์ และมอนต์มอริลโลไนต์ที่ปริมาณสารตัวเติมต่าง ๆ คิดเป็นหน่วย % โดยนํ้าหนัก โดยใช้เครื่อง ผสมอัดรีดแบบสกรูคู่ (Extruder Twin Screw) นำเม็ดพลาสติกที่ผ่านขบวนการผสมมาขึ้นรูปทดสอบด้วยเครื่องฉีดพลาสติก (Injection Molding Machine) จากนั้นนำมาตรวจสอบสมบัติเชิงกล ความทนแรงกระแทก ด้วยเครื่องทดสอบความทนแรง (Impact Tester) ความทนแรงดึงมอดุลัส ความทนการโค้งงอด้วยเครื่องทดสอบอเนกประสงค์ (Universal Tester) สมบัติทางความร้อน มีการตรวจสอบอุณภูมิอ่อนตัวภายใต้น้ำหนัก ด้วยเครื่องทดสอบอุณหภูมิการดัดงอจากความร้อน (Heat Distortion Temperature) การลามไฟด้วยตู้ทดสอบการติดไฟและลามไฟตามมาตรฐาน UL94 ทดสอบแนวตั้ง ดัชนีการไหลด้วยเครื่องทดสอบค่าดัชนีการไหล (Melt Flow Indexer)&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) การเตรียมพอลิเมอร์ผสม (RF : HDPE) ทุกอัตราส่วนไม่มีการแตกหัก ที่สภาวะการทดสอบ มีความทนแรงดึงใกล้เคียงกัน แต่ค่ามอดุลัสที่อัตราส่วน RF : HDPE เท่ากับ 70 : 30 % โดยนํ้าหนัก ซึ่งมีค่าสูงกว่าฟิล์มรีไซเคิลถึง 50.9 % จึงนำสูตรนี้ไปเตรียมเป็นพอลิเมอร์คอมโพสิต และ 2) ผลการทดสอบสมบัติเชิงกลของพอลิเมอร์คอมโพสิต พบว่าชิ้นทดสอบ คอมโพสิตไม่เกิดการแตกหักที่สภาวะการทดสอบ การเติมแคลเซียมคาร์บอเนตโวลลาสโทไนต์ และมอนต์มอริลโลไนต์ในทุก ๆ อัตราส่วน ทำให้มีค่าความทนแรงดึงและร้อยละการยึดตัว ณ จุดขาดลดลง แต่มีค่ามอดุลัสเพิ่มขึ้น ค่าทนแรงดัดโค้งและค่ามอดุลัสแรงดัดโค้งมีค่าเพิ่มขึ้น สารตัวเติมทำให้ชิ้นทดสอบมีลามไฟช้าลง ค่าดัชนีการไหลและอุณหภูมิโค้งงอภายใต้อุณหภูมิและ นํ้าหนักของพอลิเมอร์คอมโพสิตมีค่าลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับพอลิเมอร์ผสม&#xD;
ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าพอลิเมอร์คอมโพสิตเหล่านี้ สามารถช่วยลดการใช้พลาสติกและปรับปรุงมอดุลัสความทนแรงดึง ความทนแรงดัดโค้งของวัสดุ นอกจากนี้คอมโพสิตยังช่วยเพิ่มเสถียรภาพทางความร้อนของพลาสติกอีกด้วย การศึกษานี้ให้ข้อมูลเชิงลึกที่มีคุณค่าเกี่ยวกับ สมบัติเชิงกลและสมบัติทางความร้อนของพอลิเมอร์ผสม ที่ประกอบด้วยพอลิเมอร์และสารตัวเติม คอมโพสิตพอลิเมอร์ที่มีสารตัวเติมสามประเภท แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพที่เหมาะสำหรับการผลิตผลิตภัณฑ์เนื้ออ่อนที่ทนต่อแรงกระแทกผ่านการฉีดขึ้นรูป คอมโพสิตเหล่านี้ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับฟิล์มรีดร่วมรีไซเคิลและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเป็นทางเลือกสำหรับวิศวกรออกแบบผลิตภัณฑ์ และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง คอมโพสิตสามารถช่วยลดปริมาณการใช้พลาสติก เพิ่มมอดุลัสปรับปรุงความทนแรงดึงและทนแรงดัดโค้งได้ และช่วยเพิ่มเสถียรภาพทางความร้อนของพลาสติก; This study investigates the effects of filler particles on the mechanical and thermal properties of co - extruded blown films made from recycled high - density polyethylene (HDPE) blends. The purpose of this study is : (1) to prepare polymer blends from recycled pellets of co - extruded LDPE : LLDPE film with HDPE and to develop composite polymer blends by incorporating three types of filler particles : calcium carbonate, wollastonite, and montmorillonite; and (2) to investigate the mechanical and thermal properties of the obtained polymer blends and composite.&#xD;
Polymer composites were prepared by incorporating varying amounts of calcium carbonate, wollastonite, and montmorillonite fillers, expressed as weight percentages, using a twin-screw extruder. The blended plastic pellets were molded using an Injection Molding Machine for testing. The molded samples were then evaluated for mechanical properties as follows : impact resistance using an Impact Tester; tensile strength, modulus, and flexural strength using a Universal Tester; thermal properties, including heat distortion temperature under load, using a Heat Distortion Temperature tester; flammability using a UL94 standard vertical burning test chamber; and melt flow index using a Melt Flow Indexer.&#xD;
The research results found that : (1) polymer blends (RF : HDPE) prepared at all ratios did not exhibit fracture under the test conditions and showed similar tensile strength. However, the modulus at the RF : HDPE ratio of 70 : 30 by weight was 50.9% higher than that of the recycled film, so this formulation was selected for preparing polymer composites; and (2) mechanical testing of the polymer composites showed that the composite samples did not fracture under the test conditions. The addition of calcium carbonate, wollastonite, and montmorillonite at all proportions caused a decrease in tensile strength and elongation at break but an increase in modulus. The flexural strength and flexural modulus also increased. The fillers slowed down the burning rate of the samples. The melt flow index and heat distortion temperature of the polymer composites slightly decreased compared to the polymer blends.&#xD;
The research findings demonstrate that these polymer composites can reduce plastic consumption and improving the modulus, tensile strength, and flexural strength of the material. Additionally, the composites enhance the thermal stability of the plastic. This study provides valuable insights into the mechanical and thermal properties of polymer blends composed of polymers and fillers. Polymer composites containing three types of fillers demonstrate suitable performance for manufacturing impact-resistant soft products via injection molding. These composites enhance the value of recycled co-extruded films and are environmentally friendly, offering an alternative material option for product design engineers and related industries. The composites can help reduce plastic consumption, increase the modulus, improve tensile and flexural strength, and enhance the thermal stability of the plastic</description>
      <pubDate>Tue, 01 Jan 2565 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://www.repository.rmutt.ac.th/xmlui/handle/123456789/4663</guid>
      <dc:date>2565-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้และพฤติกรรมการใช้ห้องปฏิบัติการทางวิศวกรรมเคมีของนักศึกษา กรณีศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี</title>
      <link>http://www.repository.rmutt.ac.th/xmlui/handle/123456789/4644</link>
      <description>Title: ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้และพฤติกรรมการใช้ห้องปฏิบัติการทางวิศวกรรมเคมีของนักศึกษา กรณีศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
Authors: ปวีณา พลัดพราก; ละอองทิพย์ ยุวรรณศรี
Abstract: ห้องปฏิบัติการทางวิศวกรรมเคมีเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเรียนการสอนด้านวิศวกรรม โดยมุ่งเน้นให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจในทฤษฎีทางวิศวกรรม เคมีให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น การใช้ห้องปฏิบัติการอย่างมีประสิทธิภาพไม่เพียงแต่ต้องอาศัยเครื่องมือ ที่พร้อมใช้งานเท่านั้น แต่ยังต้องพึ่งพาความรู้ ความเข้าใจของผู้ใช้ในการปฏิบัติงานภายใต้สภาวะแวดล้อม ที่อาจมีความเสี่ยงอีกด้วย ความรู้เกี่ยวกับหลักการและความปลอดภัยในการใช้ห้องปฏิบัติการ เป็นปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพราะสามารถส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมการปฏิบัติงานของนักศึกษา เช่น การใช้เครื่องมืออย่างถูกต้อง การป้องกันอุบัติเหตุ และการปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างเคร่งครัด หากนักศึกษามีความรู้เพียงพอ ก็มีแนวโน้มที่จะแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมและปลอดภัย ในการใช้ห้องปฏิบัติการมากยิ่งขึ้น จากการสังเกตในบริบทของการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี พบว่ายังมีนักศึกษาบางส่วนที่ขาดความเข้าใจที่ถูกต้องหรือขาดความตระหนัก ถึงความสำคัญของการปฏิบัติงานในห้องปฏิบัติการ ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจนำไปสู่ ความเสี่ยง ด้านความปลอดภัยหรือประสิทธิภาพในการเรียนรู้ที่ลดลง ดังนั้น การศึกษาความสัมพันธ์ ระหว่างความรู้และพฤติกรรมการใช้ห้องปฏิบัติการทางวิศวกรรมเคมีของนักศึกษา จึงมีความสำคัญ เพราะจะช่วยชี้ให้เห็นถึงระดับความรู้ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมที่เกิดขึ้น และสามารถใช้เป็นแนวทาง ในการพัฒนาหลักสูตรการอบรมหรือปรับปรุงกิจกรรมการเรียนการสอนให้ตอบสนองต่อการเสริมสร้าง พฤติกรรมการใช้งานที่ถูกต้องและปลอดภัยยิ่งขึ้นในอนาคต งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความรู้ของนักศึกษา เกี่ยวกับวิธีการใช้งานเครื่องมือ และอุปกรณ์ ทางวิทยาศาสตร์ รวมถึงความเข้าใจเกี่ยวกับกฎระเบียบและข้อบังคับในการใช้งาน ห้องปฏิบัติการ 2) พฤติกรรมการปฏิบัติตามกฎระเบียบความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการของนักศึกษา และ 3) เพื่อประเมินปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้งานห้องปฏิบัติการให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด โดยประชากร คือ นักศึกษาระดับปริญญาตรี ของภาควิชาวิศวกรรมเคมีและวัสดุ ชั้นปีที่ 2, 3 และ 4 ประจำปีการศึกษา 2563 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี จำนวน 174 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม โดยได้รับแบบสอบถามที่สมบูรณ์และสามารถ นำไปวิเคราะห์ได้ จำนวน 150 ชุด คิดเป็นร้อยละ 86.21 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมถึงการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วยสัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ์เพียร์สัน (Pearson’s correlation coefficient) และการถดถอยพหุคูณ (Multiple regression analysis)&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า &#xD;
1) นักศึกษามีความรู้เกี่ยวกับวิธีการใช้งานเครื่องมือและอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ รวมถึง กฎระเบียบการใช้งานห้องปฏิบัติการอยู่ในระดับปานกลาง (µ = 3.42, σ = 0.58) 2) นักศึกษามีพฤติกรรมการปฏิบัติตามกฎระเบียบการใช้งานห้องปฏิบัติการในทุกด้าน ได้แก่ ด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบและข้อบังคับ ด้านการใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ และด้านพฤติกรรม การใช้งานห้องปฏิบัติการ โดยอยู่ในระดับที่สามารถปฏิบัติได้อย่างสม่ำเสมอ 3) ผลการทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างความรู้และพฤติกรรมการปฏิบัติตามกฎระเบียบ พบว่า ความรู้เกี่ยวกับวิธีการใช้งานเครื่องมือและอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ (ß = 0.016, p = 0.276) ไม่มีผลต่อ พฤติกรรมการปฏิบัติตามกฎระเบียบการใช้งานห้องปฏิบัติการที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ในขณะที่ความรู้ เกี่ยวกับกฎระเบียบการใช้งานห้องปฏิบัติการ (ß = 0.044, p = 0.048) มีผลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 โดยตัวแปรทั้งสองสามารถอธิบายความแปรปรวนของพฤติกรรมการปฏิบัติตาม กฎระเบียบได้ร้อยละ 5.40 ส่วนที่เหลืออาจเกิดจากปัจจัยอื่นที่ไม่ได้ถูกนำมาพิจารณาหรือวิเคราะห์ ในงานวิจัยนี้ โดยมีค่าความคลาดเคลื่อน (S.E.) เท่ากับ 0.164 จากผลการวิจัย สามารถนำไปเป็นแนวทางในการจัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับกฎระเบียบ ข้อปฏิบัติและมาตรการด้านความปลอดภัยในการใช้งานห้องปฏิบัติการให้กับนักศึกษาทุกชั้นปี ในภาควิชาวิศวกรรมเคมีและวัสดุ เพื่อให้นักศึกษามีความรู้และทักษะที่เหมาะสมในการใช้งานเครื่องมือ และอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์อย่างถูกต้องและปลอดภัย; The chemical engineering laboratory is an essential component of engineering education, focusing on experiential learning to reinforce students’ comprehension of chemical engineering theories. The effective utilization of laboratory facilities is contingent not only upon the availability of functional instrumentation but also upon the users’ knowledge and competence in operating within potentially hazardous environments. Knowledge of laboratory principles and safety protocols is therefore a fundamental requirement, as it directly influences students’ operational behavior, including correct equipment handling, accident prevention, and strict adherence to standardized procedures. Students possessing sufficient knowledge are more likely to exhibit appropriate and safe practices during laboratory work. Within the pedagogical context of Rajamangala University of Technology Thanyaburi, observations indicate that some students lack adequateunderstanding or awareness of proper laboratory practices, which may lead to unsafe behaviors and reduced learning effectiveness.Therefore, studying the relationship between students’ knowledge and their behavioral expressions in the chemical engineering laboratories is crucial. This will assist in determining the knowledge level that influences the resultant behaviors and serve as a framework for developing training modules or improving teaching activities to promote correct and safe laboratory practices in the future. This research aimed to: (1) examine students’ knowledge regarding the usage of scientific instruments and equipment, as well as their understanding of laboratory rules and regulations; (2) investigate students’ behavior in complying with laboratory safety regulations; and (3) evaluate the factors influencing safe laboratory practices. The study population consisted of 174 undergraduate students from the second, third, and fourth years enrolled in the Department of Chemical and Materials Engineering at Rajamangala University of Technology Thanyaburi (RMUTT) for the academic year 2020. The research instrument was a questionnaire, from which 150 completed responses were obtained, accounting for 86.21% of the total. Data analysis was performed using descriptive statistics, including percentage, mean, and standard deviation, along with Pearson’ s correlation coefficient and multiple regression analysis. The results of the study revealed that: 1) Students had a moderate level of knowledge regarding the use of scientific instruments and equipment, including laboratory rules and regulations (µ = 3.42, σ = 0.58).&#xD;
2) Students consistently complied with laboratory regulations in all aspects namely, adherence to safety rules and procedures, proper usage of tools and equipment, and overall laboratory behavior.&#xD;
3) The correlation analysis between knowledge and compliance behavior indicated that knowledge of scientific instrument usage (ß = 0.016, p = 0.276) had no significant impact on compliance with laboratory regulations at a 0.05 significance level. However, knowledge of laboratory regulations (ß= 0.044, p = 0.048) had a statistically significant influence at a 0.05 significance level. These two variables explained 5.40% of the variance in compliance behavior, while the remaining unexplained variance could be attributed to other factors not considered in this study. The standard error (S.E.) was 0.164.&#xD;
The results of this study suggest that training programs should be implemented to enhance students’ understanding of laboratory regulations, standard operating procedures, and safety measures. This would ensure that students across all academic years in the Department of Chemical and Materials Engineering acquire the necessary knowledge and skills to properly and safely use scientific instruments and laboratory facilities.</description>
      <pubDate>Sat, 01 Jan 2563 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://www.repository.rmutt.ac.th/xmlui/handle/123456789/4644</guid>
      <dc:date>2563-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
  </channel>
</rss>

